พญาสัตบรรณ (7-10330-002-026)

ชื่อพื้นเมือง ตีนเป็ด หัสบัน สัตบรรน จะบัน บะซา

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Alstonia scholaris  (L.) R. Br.

ชื่อวงศ์ : APOCYNACEAE
ชื่อสามัญ : White Cheesewood asdfljads;lkfj

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :

พญาสัตบรรณเป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดใหญ่มีความสูงประมาณ 12-20 เมตรผิวลำต้นมีสะเก็ดเล็กๆสีขาวปนน้ำตาลกรีดดูจะมียางสีขาว ลำต้นตรง แตกกิ่งก้านสาขามากลักษณะเป็นชั้น ๆ ใบออกเป็นกลุ่มบริเวณปลายกิ่งช่อหนึ่งมีใบประมาณ 5-7 ใบ ก้านใบสั้น ใบสีเขียวถ้าเด็ดก้านใบจะมียางสีขาวลักษณะใบยาวรีปลายใบมนโคนใบแหลมขนาดใบยาวประมาณ 10-12 เซนติเมตร ออกดอกเป็นช่อตามปลายกิ่งหรือส่วนยอดของลำต้นดอกเป็นกลุ่มคล้ายดอกเข็ม ช่อหนึ่งจะมีกลุ่มดอกประมาณ 7 กลุ่มดอกมีสีขาวอมเหลืองผลเป็นฝักยาว ลักษณะเป็นเส้นๆ มีขุยสีขาวคล้ายฝ้ายปลิวไปตามลมได้ ในฝักมีเมล็ดเล็กๆ ติดอยู่กับขุยนั้น

ประโยชน์ /สรรพคุณ : 

ถิ่นกำเนิด

การกระจายพันธุ์ :

การกระจายพันธุ์ในประเทศไทยภาคใต้  ภาคตะวันออกเฉียงใต้ ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

สภาพนิเวศน์ : ขึ้นกระจายอยู่ห่าง ๆ ในป่าดงดิบชื้น ริมลำห้วยในป่าเบญจพรรณ

เวลาออกดอก : ตุลาคม - ธันวาคม เริ่มติดฝักประมาณเดือนมกราคม เมล็ดแก่ประมาณเดือนมีนาคม

เวลาออกผล : 

การขยายพันธุ์ : โดยเมล็ด

ความเกี่ยวข้องกับประเพณี วัฒนธรรม ความเชื่อ ฯลฯ : คนไทยโบราณเชื่อว่าบ้านใดปลูกต้นสัตบรรณไว้ประจำบ้านจะทำให้มีเกียรติเพราะ พญาสัตบรรณหรือฉัตรบรรณคือเครื่องสูงที่ใช้ในขบวนแห่เป็นเกียรติยศ และ พญา ก็คือ ผู้เป็นใหญ่ที่ควรยกย่อง เคารพนับถือ ดังนั้นพญาสัตบรรณจึงเป็นไม้มงคลนาม นอกจากนี้การเจริญเติบโตของทรงพุ่มมีลักษณะคล้ายกับฉัตรคือเป็นชั้นๆ และยังมีความเชื่ออีกว่าบ้านใดปลูกต้นพญาสัตบรรณไว้ประจำบ้านจะได้รับการ ยกย่องและนับถือจากบุคคลทั่วไปเพราะสัตคือสิ่งที่ดีงามมีคุณธรรมดังนั้นจึง เป็นที่เคารพนับถือและยกย่องของคนทั่วไป

สถานที่พบในโรงเรียน : ตึก 60 ปี

อ้างอิง :

http://www.dnp.go.th/EPAC/province_plant/samudkhon.htm

http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/2549/m6/BotanicalGarden/sattaban.html

พิกุล (7-10330-002-011)

ชื่อพื้นเมือง แก้ว(ภาคเหนือ)  กุล(ภาคใต้)

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Mimusops elengi Linn.

ชื่อวงศ์ : SAPOTACEAE
ชื่อสามัญ :

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :

ไม้ยืนต้นขนาดกลาง มียางสีขาว ดอกออกเป็นช่อ ผลกลมโตสีแดงแสดรับประทานได้ มีรสฝาด หวานมัน เป็นไม้ปลูกกันทั่วไป ดอกสีนวลใบสีเขียว หนามัน

ประโยชน์ /สรรพคุณ :

ถิ่นกำเนิด : อินเดีย พม่า ศรีลังกา

การกระจายพันธุ์ :

การกระจายพันธุ์ในประเทศไทย

สภาพนิเวศน์ : 

เวลาออกดอก : 

เวลาออกผล :

การขยายพันธุ์ : ตอนกิ่ง เพาะเมล็ด หรือปักชำกิ่ง

ความเกี่ยวข้องกับประเพณี วัฒนธรรม ความเชื่อ ฯลฯ : คนไทยโบราณเชื่อว่าบ้านใดปลูกต้นพิกุลทองไว้ประจำบ้านจะทำให้มีอายุยืน เพราะโบราณเชื่อว่าต้นพิกุลทองเป็นไม้ที่มีความแข็งแรงทนทานและมีอายุยาวนาน ดังนั้นจึงนิยมใช้เนื้อไม้นำมาใช้ประโยชน์ในงานพิธีมงคลได้เป็นอย่างดี เช่นด้ามหอกที่ใช้เป็นอาวุธ เสาบ้าน พวงมาลัยเรือ และยังมีความเชื่ออีกว่าต้นพิกุลทองเป็นต้นไม้ที่มีความขลังและศักดิ์สิทธิ์ เพราะโบราณเชื่อว่าเป็นไม้ที่มีเทพเจ้าสิงสถิตอยู่

สถานที่พบในโรงเรียน : ตึกวิทยาศาสตร์ ตึก 60 ปี

อ้างอิง :

http://www.tistr.or.th/pharma/mimusops elengi.htm

http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/2549/m6/BotanicalGarden/pikul.html

โพขี้นก (7-10330-002-018)

ชื่อพื้นเมือง : โพตัวผู้  โพประสาท (ภาคกลาง)

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ficus rumphii Blume

ชื่อพื้นเมือง : 

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Moraceae

ชื่อวงศ์ : 

ชื่อสามัญ :

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :

เป็นไม้ต้นผลัดใบขนาดใหญ่ หรือไม้รัดพันไม้อื่น สูงถึง 20 ม. เรือนยอดแผ่กว้าง ลำต้นขนาดใหญ่แต่สั้น โคนต้นมักเป็นพูพอน มีรากอากาศไม่มาก เปลือกเรียบสีเทาเป็นมัน มียางข้นสีขาวคล้ายน้ำนม

ใบเดี่ยว เรียงเวียนสลับ แผ่นใบรูปไข่ถึงรูปไข่แกมรูปสามเหลี่ยม โคนใบตัดถึงเว้าเล็กน้อย ขอบใบเรียบหรือเป็นคลื่น ปลายใบเรียวแหลม ผิวใบเกลี้ยง เนื้อใบบางคล้ายแผ่นหนัง หูใบรูปใบหอก สีชมพูอมแดง มี 2 อัน ประกอบกันหุ้มยอดอ่อนไว้

ช่อดอกมีลักษณะคล้ายผล(หน่วยผล) ไม่มีก้าน มักออกเป็นคู่ตามง่ามใบหรือที่ตำแหน่งง่ามใบ ซึ่งใบหลุดร่วงไปแล้ว ฐานหน่วยผลมีใบประดับ 3 ใบ ติดคงทน ดอกแยกเพศ ขนาดเล็ก มีกลีบรวม 3 กลีบ เจริญอยู่ภายในฐานรองดอกที่ขยายใหญ่เป็นกระเปาะ มีรูเปิดที่ปลายโอบดอกไว้ ดอกเพศผู้จำนวนน้อย อยู่รอบรูเปิด ดอกเพศเมียจำนวนมาก ไม่มีก้านดอก

แบบผลมะเดื่อ รูปทรงกลมแกมรูปทรงไข่กลับ มักเบี้ยว สีเขียวอมเหลืองมีแต้มสีขาว ผลสุกสีม่วงอมแดง ใบประกอบฐานหน่วยผลมองเห็นไม่ชัดเจน ภายในประกอบด้วยผลย่อยแบบผลเมล็ดเดียวแข็ง ขนาดเล็ก จำนวนมาก

ประโยชน์ /สรรพคุณ :

ถิ่นกำเนิด : 

การกระจายพันธุ์ : อินเดีย ศรีลังกา เหมู่เกาะอันดามัน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และหมู่เกาะใกล้เคียง

การกระจายพันธุ์ในประเทศไทย : 

สภาพนิเวศน์ : พบขึ้นทั่วไปตามชายฝั่งที่เป็นแนวโขดหิน ป่าเขาหินปูนและป่าดิบแล้ง

เวลาออกดอก : พฤศจิกายน – กุมภาพันธ์

เวลาออกผล :

การขยายพันธุ์ : 

ความเกี่ยวข้องกับประเพณี วัฒนธรรม ความเชื่อ ฯลฯ : 

สถานที่พบในโรงเรียน : ตึก 9 ตึกพลานามัย

อ้างอิง :

โพศรีมหาโพธิ์ (7-10330-002-013)

ชื่อพื้นเมือง : ปู(เขมร), โพ, โพศรีมหาโพธิ์, ย่อม(แม่ฮ่องสอน),สลี(ภาคเหนือ)

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ficus religiosa L.

ชื่อวงศ์ : MORACEAE

ชื่อสามัญ : Sacred Fig tree

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :

สูง 20 - 30 เมตร เปลือกต้นสีน้ำตาลเทา มียางสีขาว ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปหัวใจกว้าง 8 - 15 เซนติเมตร ยาว 12 - 24 เซนติเมตร ปลายแหลมเป็นหางยาว โคนเว้ารูปหัวใจ ก้านใบยาว 8 - 12 เซนติเมตร ดอกเล็ก จำนวนมากอยู่ภายในฐานรองดอก ผลเป็นผลรวมรูปกลม เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 0.8 เซนติเมตร เมื่อสุกสีม่วงดำ

ประโยชน์ /สรรพคุณ :

ถิ่นกำเนิด : ประเทศอินเดียถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

การกระจายพันธุ์ :

การกระจายพันธุ์ในประเทศไทย : 

สภาพนิเวศน์ : ปลูกได้ในดินทุกชนิด โดยเฉพาะดินร่วน น้ำต้องการปานกลาง(ตามขนาดต้น)

เวลาออกดอก : ตลอดทั้งปี

เวลาออกผล : ตลอดทั้งปี

การขยายพันธุ์ : ปักชำ, เพาะเมล็ดและตอนกิ่ง

ความเกี่ยวข้องกับประเพณี วัฒนธรรม ความเชื่อ ฯลฯ : ใช้ประกอบในพิธีแห่ค้ำศรี เป็นประเพณีที่นำต้นโพศรีมหาโพธิ์ไปค้ำไม้มงคลที่จะล้มในวัด เชื่อกันว่าถ้าทำอายุจะยืนนาน และอีกประเพณีหนึ่งคือประเพณีค้ำโพธิ์ค้ำไทร เป็นการบอกรุกขเทวดาที่ดูแลอยู่ให้ช่วยมารักษาผู้ที่เจ็บป่วย ส่วนในทางสาสนาพุทธนั้นเชื่อว่าต้นโพศรีมหาโพธิ์เป็นไม้มงคล เป็นต้นที่พระพุทธเจ้านั่งตรัสรู้จึงมีความศักสิทธิ์มาก

สถานที่พบในโรงเรียน : ตึกศิลปะ ตึก 9 หอประชุม

อ้างอิง :

http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=vinitsiri&month=06-2011&date=02&group=8&gblog=178

https://sites.google.com/site/yoswadee7325/phvks-sat-r-t-x-pho-srimhaphothi-tnmi-haeng-khwam-rmyen

เฟิร์นข้าหลวงหลังลาย (7-10330-002-235)

ชื่อพื้นเมือง : ข้าหลวงหลังลาย

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Asplenium nidus

ชื่อวงศ์ : POLYPODIACEAE

ชื่อสามัญ : Bird’s nest fern

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :

เฟิร์นชนิดนี้ ฝรั่งเรียกว่า “Bird’s nest fern” ชอบ อาศัยอยู่ตามคาคบไม้ใหญ่ในเขตอบอุ่นที่มีความชื้นสูง ถือว่าเป็นลักษณะของกาฝาก ใบของเฟิร์นข้าหลวง จะมีสีเขียวอ่อน ขอบใบหยักเป็นคลื่น ก้านใบจะมีสีน้ำตาลเข้ม การเรียงตัวของใบจะเรียงตัวแบบเกลียวคล้ายดอกกุหลาบ ใบที่เกิดใหม่จะอ่อนและเปราะหักได้ง่ายแต่พอเจริญเติบโตเต็มที่แล้วจะมีความ เหนียวและหนามาก เมื่อนำมาปลูกภายในอาคารบ้านเรือนจะต้องคอยทำความสะอาดเช็ดถูสิ่งสกปรกและ ฝุ่นละอองออกจากใบบ้าง เดือนละครั้งก็ยังดี เฟิร์นข้าหลวงเป็นพืชที่ชอบความชื้นสูงถ้าอากาศแห้งแล้งควรฉีดสเปรย์ให้ใบ ของมันอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้งเพราะการฉีดละอองน้ำจะทำให้ใบของมันสดชื่น อยู่ตลอด

ประโยชน์ /สรรพคุณ :

ถิ่นกำเนิด : เอเซีย  ออสเตรเลีย

การกระจายพันธุ์ : อินเดีย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย(ควีนสแลนด์) ญี่ปุ่น และไทย

การกระจายพันธุ์ในประเทศไทย : 

สภาพนิเวศน์ :

เวลาออกดอก : 

เวลาออกผล :

การขยายพันธุ์ : แยกกอ เพาะโดยใช้สปอร์ (spore)

ความเกี่ยวข้องกับประเพณี วัฒนธรรม ความเชื่อ ฯลฯ : 

สถานที่พบในโรงเรียน : เรือนเกษตร

อ้างอิง :

http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/2549/m6/BotanicalGarden/fernkhaluag.html

http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=icido&month=15-09-2010&group=10&gblog=2

เฟื่องฟ้า (7-10330-002-166)

ชื่อวิทยาศาสตร์ :   Bougainvillea spectabilis Willd.
ชื่อสามัญ :   Peper Flower, Kertas
วงศ์ :   NYCTAGINACEAE
ชื่ออื่น :  ดอกเฟื่องฟ้า
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :  
ไม้ยืนต้นประเภทพุ่มกึ่งเลื้อย ขนาดตั้งแต่พุ่มเล็กถึงพุ่มใหญ่ มีหนามขึ้นตามลำต้นใบเดี่ยว แตกออก สลับกับกิ่ง หรือเยื้องกัน มีขนขึ้นปกคลุมเล็กน้อย มีสีเขียวหรือใบด่าง รูปร่างรีแหลมยาว 3-6 ซม. กว้าง 2-3 ซม. ใบประดับลักษณ ะคล้ายรูปหัวใจหรือรูปไข่มี 3-5 ใบ มีหลายสี เช่น ม่วง แดง ชมพู ส้ม ฟ้า เหลืองและอื่นๆ มีทั้งดอกสมบูรณ์เพศและไม่สมบูรณ์เพศ ออกเป็นช่อ ตามซอก ใบหรือปลายกิ่ง แต่ละช่อมี 3 ดอก เป็นหลอดยาว 1-2 ซม.
ถิ่นกำเนิด : บราซิล
การกระจายพันธุ์ : -
การกระจายพันธุ์ในประเทศไทย : -
สภาพนิเวศน์ : ที่ร่มรำไรและมีความชุ่มชื้นพอควร ดินที่ใช้ปลูกควรจะเป็นดินอุดมสมบูรณ์ ร่วนซุย ระบายน้ำได้ดี ไม่ควรมีน้ำขังอยู่ ซึ่งอาจจะทำให้รากเน่าได้ ต้องการน้ำเพียงปานกลางเท่านั้น
เวลาออกดอก : ตลอดปี
เวลาออกผล : -
การขยายพันธุ์ :  ปักชำกิ่ง, ตอนกิ่ง, เสียบยอด
ความเกี่ยวข้องกับประเพณี วัฒนธรรม ความเชื่อ ฯลฯ :
สถานที่พบในโรงเรียน : อาคารเกษตรกรรม ตึก 9
อ้างอิง :